เปิดประเด็น 5 เกมนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ที่ทีมจาก อังกฤษ VS สเปน

เปิดประเด็น 5 เกมนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ที่ทีมจาก อังกฤษ VS สเปน

เปิดประเด็น 5 เกมนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ที่ทีมจาก อังกฤษ VS สเปน เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาลนี้เป็นการพบกันระหว่าง 2 ยักษ์ใหญ่จาก 2 ชาตินั่นคือ ลิเวอร์พูล รองแชมป์ พรีเมียร์ลีกอังกฤษ พบกับ เรอัล มาดริด แชมป์จาก ลาลีกาสเปน

เปิดประเด็น 5 เกมนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ที่ทีมจาก อังกฤษ VS สเปน

ซึ่งการพบกันของทั้งคู่ในคืนวันเสาร์นี้จะเป็นเกมที่ 6 ในประวัติศาสตร์รายการนี้ที่สโมสรจากเมืองผู้ดีโคจรมาปะทะกับทีมจากแดนกระทิงดุ

ฤดูกาล 1980/81 – ลิเวอร์พูล 1-0 เรอัล มาดริด

รอบชิงชนะเลิศในปีนั้นจัดขึ้นที่สนาม ปาร์ค เดอ แปรงส์ รังเหย้าของ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นการพบกันระหว่าง ลิเวอร์พูล ของ บ็อบ ไพสลีย์ ที่มีกำลังหลักอย่าง เซอร์ เคนนี ดัลกลิช แกรม ซูเนสส์ และ แซมมี ลี เป็นตัวชูโรง พบกับ เรอัล มาดริด

ภายใต้การคุมทีมของ บูยาดิน บอสคอฟ ที่มีนักเตะดังอย่าง บิเซนเต้ เดล บอสเก้ ฆวนนิโต้ และ ซานติญานา เป็นสตาร์ของทีม

ซึ่งเป็นฝั่ง หงส์แดง ที่มาได้ประตูชัยในช่วงท้ายเกมจากลูกทุ่มไกลของ เรย์ เคนเนดี้ มาให้กับ อลัน เคนเนดี้ หลุดเข้าไปยิงจ่อ ๆ ส่งให้ ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ยุโรปสมัยที่ 3 มาครองได้สำเร็จในฤดูกาลนั้น


ฤดูกาล 2005/06 – อาร์เซนอล 1-2 บาร์เซโลนา

หลังจากเกมแรกในปี 81 ต้องรออีกถึง 25 ปีทีมจากทั้งสองชาติถึงจะโคจรมาพบกันในรอบชิงชนะเลิศอีกครั้ง โดยปีนั้นเป็น อาร์เซนอล ของ อาร์แซน เวงเกอร์ พร้อมซุเปอร์สตาร์อย่าง เธียร์รี อองรี เชส ฟาเบรกาส เฟร็ดดี้ ลุงเบิร์ก โรแบร์ ปิแรส พบกับ บาร์เซโลนา ของ แฟรงค์ ไรจ์การ์ด ที่มี คาร์เลส ปูโยล เดโก้ ซามูเอล เอโต้ และ โรนัลดินโญ เป็นตัวชูโรง

เกมนี้ อาร์เซนอล ดูจะทำได้ดีกว่าเล็กน้อยจน เยนส์ เลห์มันน์ มาโดนใบแดงตั้งแต่นาทีที่ 18 แต่กระนั้นพวกเขาก็ขึ้นนำก่อนจากจังหวะโขกของ โซล แคมป์เบลล์ นาทีที่ 37 แม้จะเหลือผู้เล่นน้อยกว่า

แต่ ปืนใหญ่ ก็หาจังหวะจบสกอร์ได้อีกหลายครั้งแต่ยังไม่ผ่านมือของ วิคตอร์ บัลเดส ไปได้ กระทั่งช่วงท้ายเกม เจ้าบุญทุ่ม มายิง 2 ประตูรวดจากจังหวะหลุดเดี่ยวเข้าเขตโทษของ ซามูเอล เอโต้ นาทีที่ 76

และจังหวะยิงมุมแคบของ จูเลียโน เบลเลตติ นาทีที่ 81 ส่งให้ บาร์ซา เถลิงบัลลังแชมป์ได้อย่างยิ่งใหญ่ในฤดูกาลนั้น


ฤดูกาล 2008/09 – แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 0-2 บาร์เซโลนา

3 ปีหลังจาก บาร์เซโลนา คว้าแชมป์ยุโรปมาครองได้เมื่อปี 2006 การมาของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ดูเหมือนจะสร้างปรากฏการณ์อะไรบางอย่างจนทำให้ เจ้าบุญทุ่ม ถูกยกขึ้นไปเป็นทีมจากต่างดาวโดยสมบูรณ์แบบ ซึ่งก็ตอกย้ำด้วยการคว้าทริปเบิลแชมป์ในซีซั่นนั้น

โดยใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก พวกเขาได้เข้ามาถึงรอบชิงชนะเลิศพบกับแชมป์เก่าอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด ของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่มี คริสเตียโน โรนัลโด เวย์น รูนีย์ ริโอ เฟอร์ดินานด์ และ เนมันยา วิดิช เป็นสตาร์ดัง

แต่ถึงกระนั้นดูเหมือนว่าจะไม่ใช่งานยากสำหรับ บาร์ซ่า ของ เป๊ป ที่มีทั้ง ชาบี อิเนียสต้า เอโต้ อองรี และ เมสซี เท่าใดนัก

ซึ่งเกมดังกล่าว เอโต้ ยิงให้ทีมออกนำไปตั้งแต่นาทีที่ 10 ก่อนที่ เมสซี จะมาโขกประตูย้ำชัยในนาทีที่ 70 คว้าแชมป์มาครองได้อย่างยิ่งใหญ่และเป็นจุดเริ่มต้นความยอดเยี่ยมของกุนซือหนุ่มนามว่า เป๊ป กวาร์ดิโอลา นับจากนั้น


ฤดูกาล 2010/11 – แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1-3 บาร์เซโลนา

ไม่กี่ปีถัดมาทั้ง แมนฯ ยูไนเต็ด และ บาร์เซโลนา โคจรมาพบกันอีกครั้งในรอบชิงชนะเลิศรายการนี้ โดยยังคงเป็นการพบกันของสองกุนซือระดับตำนานอย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน และ เป๊ป กวาร์ดิโอลา

ซึ่งหน้าตาของผู้เล่นดูจะต่างออกไปเล็กน้อย ด้าน ปีศาจแดง ไม่มี คริสเตียโน โรนัลโด้ แต่ยังคงมี รูนีย์ กิ๊กส์ เอฟรา เฟอร์ดินานด์ วิดิช เป็นแกนหลัก ส่วน บาร์ซ่า นำโดย เมสซี ชาบี อิเนียสต้า โดยมี เปโดร และ ดาวิด บีญา สอดแทรกเข้ามาแทน

รูปเกมวันนั้นเป็น เจ้าบุญทุ่ม ที่แทบจะเล่นลิงชิงบอลอยู่ฝ่ายเดียว แต่ แมนยู เองก็ถอยมาตั้งรับอย่างแน่นหนา กระทั่งนาทีที่ 27 เปโดร ยิงให้ บาร์เซโลนา ออกนำก่อนได้สำเร็จ

แต่ 7 นาทีต่อมา รูนีย์ ก็มาไล่ตีเสมอเป็น 1-1 และจบครึ่งแรกด้วยสกอร์ดังกล่าว กระทั่งครึ่งหลังเป็น บาร์ซ่า ที่มาบวกเพิ่มอีก 2 ประตูจาก เมสซี ในนาทีที่ 54 และ บีญา นาทีที่ 69 ผงาดเป็นเจ้ายุโรปได้อีกครั้งได้สำเร็จ


ฤดูกาล 2017/18 – ลิเวอร์พูล 1-3 เรอัล มาดริด

หลังจากปี 2011 ต้องรออีกถึง 7 ปีทีมจากทั้งสองชาติจึงจะวนมาพบกันในรอบชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก อีกครั้ง โดยเป็น เรอัล มาดริด ยุคทองของ ซีเนดีน ซีดาน

ที่มีทั้ง คริสเตียโน โรนัลโด้ ลูก้า โมดริช คาริม เบนเซมา เซร์คิโอ รามอส และ แกเร็ธ เบล เป็นตัวชูโรง พบกับ ลิเวอร์พูล ของ เยอร์เก้น คล็อปป์ ที่มี โม ซาลาห์ ซาดิโอ มาเน และ บ็อบบี้ ฟิร์มิโน เป็นสามประสานในแดนหน้า

โดยเกมในครึ่งแรกยังออกมาค่อนข้างสูสีต่างฝ่ายต่างมีจังหวะลุ้นประตูแต่ยังเปลี่ยนให้เป็นสกอร์ขึ้นนำไม่ได้ กระทั่งครึ่งเวลาหลังนาทีที่ 51 ลอริส คาริอุส

จัดการมอบโชคขว้างบอลไปให้ เบนเซมา จิ้มโล่ง ๆ ให้ มาดริด ออกนำก่อน 1-0 แต่หลังจากนั้น 4 นาที มาเน ชาร์จลูกเตะมุมจ่อ ๆ ตีเสมอให้ หงส์แดง ได้สำเร็จ

กระทั่งจุดเปลี่ยนคือการลงสนามของ เบล แทนที่ อิสโก้ ก่อนที่ตัวรุกชาวเวลส์จะตีลังกายิงสุดสวยให้ทีมออกนำอีกครั้งในนาทีที่ 63 และหลังจากนั้น 20 นาที เบล ซัดไกลไปตรงตัว คาริอุส แต่กลับปัดไม่ออก ส่งให้ ราชันชุดขาว เอาชนะไปด้วยสกอร์ 3-1 คว้าแชมป์สมัยที่ 13 มาครองได้สำเร็จ



Leave a Reply

Your email address will not be published.