สงครามลอนดอนเหนือ ที่มากกว่าแค่สามคะแนนระหว่าง สเปอร์ส - อาร์เซนอล

สงครามลอนดอนเหนือ ที่มากกว่าแค่สามคะแนนระหว่าง สเปอร์ส – อาร์เซนอล

สงครามลอนดอนเหนือ ที่มากกว่าแค่สามคะแนนระหว่าง สเปอร์ส – อาร์เซนอล อาร์เซนอล เอาตัวรอดในเกมสำคัญอีกหนึ่งเกมจากชัยชนะเหนือ ลีดส์ ยูไนเต็ด 2-1 พวกเขาใกล้มากแล้วกับเป้าหมายที่วางไว้กับการกลับไปเล่นในแชมเปี้ยนส์ ลีก ให้ได้อีกครั้ง

อาร์เซนอลลงเล่นในแชมเปี้ยนส์ ลีก ครั้งสุดท้ายคือฤดูกาล 2016-2017 ณ เวลานี้ นักเตะที่ยังคงอยู่ในทีมชุดใหญ่ในปีนั้นเหลือเพียง ร็อบ โฮลดิ้ง, กรานิท ชาก้า และ โมฮาเหม็ด เอลเนนี่ เพียงสามคน ขณะที่ เฮคตอร์ เบลเลริน ถูกปล่อยยืมไปเล่นกับ เรอัล เบติสแล้ว และอาจจะไม่ได้กลับมาร่วมงานกันอีกแล้ว ส่วน เอ็ดดี้ เอนเคเธีย ณ เวลานั้นคือผู้เล่นที่ยังอยู่ในทีมสำรอง


สงครามลอนดอนเหนือ ที่มากกว่าแค่สามคะแนนระหว่าง สเปอร์ส - อาร์เซนอล


ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก จะเป็นบันไดก้าวแรกสำหรับทุกทีมที่อยากยกระดับตัวเองไปเป็นทีมที่มีลุ้นความสำเร็จมากกว่าเดิม ทั้งเรื่องของรายได้ และความน่าสนใจของทีม แต่การรักษาสถานภาพนี้ไว้ได้อย่างต่อเนื่อง จะเป็นก้าวต่อไปสำหรับการเป็นยอดทีม ยิ่งนับวันพรีเมียร์ ลีก มีความใกล้เคียงกันมากขึ้นในเรื่องของการแข่งขันเท่าไร คุณค่าของแชมเปี้ยนส์ ลีกยิ่งมีค่ามากเท่านั้น ทุกทีมที่ประสบความสำเร็จในยุคนี้ ผ่านเส้นทางเดียวกันนี้มาแล้วทุกทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้, ลิเวอร์พูล, เชลซี หรือว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในยุคของเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก็เช่นเดียวกัน

อาร์เซนอล เองรู้ดีในเรื่องนี้ไม่น้อยกว่าใครจากการที่ลงเล่นต่อเนื่องมานานเกือบยี่สิบฤดูกาล และต้องพลาดการลงเล่นถึง 5 ฤดูกาลติดต่อกัน พวกเขาถวิลหามันมากแค่ไหน

อาร์เซนอลในยุคของ มิเคล อาร์เตต้า (40 ปี สัญญาถึงกลางปี 2025) กำลังก้าวไปถึงจุดนั้น “ห่างเพียงเอื้อมมือคว้า” แต่ไม่วาย สเปอร์ส คู่อริตลอดกาลของพวกเขา กลับมายืนขวางหน้าเป็นเหมือนขวากหนามสุดท้ายของพวกเขา

“สงครามลอนดอนเหนือ” เป็นเกมที่เต็มไปด้วยศักดิ์ศรี มากกว่าสามคะแนน แต่เกมที่ 191 ที่ทั้งสองทีมจะพบกัน มันมีอะไรที่มากกว่านั้น เพราะมันหมายถึงอนาคตของทั้งสองสโมสรโดยตรง

อาร์เซนอล ชนะในเกมนี้พวกเขาจะไปแชมเปี้ยนส์ ลีก ทันที และส่งสเปอร์สไปเล่นยูโรป้า ลีก ทันทีในเวลาเดียวกัน ด้วยระยะห่างก่อนเกม 4 คะแนน อาร์เซนอลถือความได้เปรียบกว่า และมีสิทธิ์ตัดจบได้เลยถ้าชนะในเกมที่จะถึงนี้ แต่หากจบด้วยผลเสมอหรือแพ้ การต่อสู้ยังคงมีต่อไปในอีกสองเกมสุดท้ายของฤดูกาล

จริง ๆ แล้วเกมนี้จะลงเล่นกันในช่วงต้นเดือนมกราคม 2022 แต่เลื่อนมาเป็นเกมที่ 36 ของฤดูกาล เนื่องจาก อาร์เซนอล ใช้สิทธิ์ขอเลื่อนเกมจากการระบาดของโควิด-19 ภายในทีม จนทำให้เกมเลื่อนมานานหลายเดือน ก่อนที่จะมาลงเอยกันตรงนี้ ที่ดันกลายเป็นจุดโค้งสุดท้ายของฤดูกาล และกลายเป็นจุดตัดของการไปต่อ หรือได้แค่นี้ของสองสโมสร

ที่ผ่านมาในระยะหลัง สเปอร์ส ทำผลงานได้ดีกว่าอาร์เซนอลในลีก พวกเขาจบด้วยอันดับสูงกว่าอาร์เซนอลมาต่อเนื่อง แต่มันไม่มีความหมายเลย ถ้าสุดท้ายทีมยังคงไม่มีแชมป์ด้วยกันทั้งคู่แบบที่เป็นกันอยู่ และถ้าปีนี้พวกเขาสูญเสียมันไป พร้อมกับสิทธิ์แชมเปี้ยนส์ ลีก ในเวลาเดียวกัน

ว่ากันตามสภาพของทีม สเปอร์ส และ อาร์เซนอล อยู่ในสถานภาพที่ไม่ต่างกันมากนัก พวกเขาต่างต้องการสร้างทีมเพื่อไปเล่นในแชมเปี้ยนส์ ลีก รักษามาตรฐานของตนเองในระดับสูงเอาไว้ให้ได้ อาร์เซนอล มีปัญหามาตลอดตั้งแต่ช่วงยุคท้าย ๆ ของอาร์แซน เวนเกอร์ ขณะที่ สเปอร์ส เคยก้าวไปในระดับสูงกว่านี้มาแล้วในยุคของ เมาริซิโอ โปเชตติโน่ แต่ก็อยู่ได้ไม่นานก็ร่วงลงมาจุดเดิมอีกครั้ง

ในการทำงานอะไรก็ตาม รวมถึงวงการที่ต้องใช้เวลายาวนานในการสร้างความสำเร็จ อย่างเช่นวงการกีฬา สิ่งที่ยากคือการเป็นอันดับหนึ่ง แต่สิ่งที่ยากกว่ามากนั้นคือการรักษามาตรฐาน และทำให้สูงขึ้น ซึ่งการเจอกันของ อาร์เซนอล และ สเปอร์ส ที่จะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า จึงเป็นการแย่งชิงโอกาสที่ว่า

อาร์เซนอล ยังไม่เคยชนะสเปอร์ส ในสนามเหย้าใหม่ของพวกเขาเลย นับตั้งแต่มีการเปิดใช้งานสนามใหม่ของพวกเขา สองเกมที่พบกัน สเปอร์ส ได้ชัยชนะทั้งสองครั้ง

เป็นอีกความท้าทายของทีมปืนใหญ่ และกำลังใจเล็ก ๆ ของสเปอร์สก่อนเกมนี้จะเริ่มขึ้น และนับเฉพาะในลีก 7 เกมเข้าไปแล้วที่ อาร์เซนอล ไม่มีชัยเหนือสเปอร์ส

ในเกมเยือน (เสมอ 2 แพ้ 5) โดยชัยชนะครั้งสุดท้ายในลีกเกมเยือนสเปอร์สของอาร์เซนอล ต้องย้อนไปถึงปี 2014 กันเลยทีเดียว

เช่นเดียวกับ ฟอร์มของ ซอน ฮึน-มิน ที่กำลังร้อนแรงอย่างที่สุด “ซูเปอร์ซอน” ก้าวสู่การเป็นกองหน้าที่เก่งที่สุดของเอเชียไปเรียบร้อยแล้ว และต้องการอีก 10 ประตูเท่านั้นจะกลายเป็นนักเตะเอเชียคนแรกที่ยิงครบ 100 ประตูในพรีเมียร์ ลีก

“All or Nothing” สารคดีฟุตบอลที่ผลิตโดย อเมซอน สตูดิโอ บอกเล่าเรื่องราวของเหล่าของเหล่าสโมสรกีฬาหลากหลายทั้ง อเมริกันฟุตบอล, รักบี้ และแน่นอนฟุตบอล ซึ่งที่ผ่านมา แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ สเปอร์ส เคยได้รับการบอกเล่าในสารคดีนี้มาแล้ว

และ อาร์เซนอล กำลังถูกบันทึกเรื่องราวของพวกเขาลงไปในฤดูกาลนี้ ที่มันบังเอิญมากว่าครานี้ อาร์เซนอล กลายเป็น “ส่วนหนึ่ง” ในการกำหนดว่าอริตลอดกาล จะ All or Nothing ในฤดูกาลนี้

ฤดูกาลที่ความสำเร็จของทั้งสองทีมไม่ได้หมายถึงถ้วยแชมป์ แต่หมายถึงสิทธิ์ในการไปเล่นแชมเปี้ยนส์ ลีก ที่จะเป็นการเริ่มใหม่อีกครั้งในการไปถึงจุดที่พวกเขาเคยเป็นมาก่อนหน้านี้

Leave a Reply

Your email address will not be published.